หอสักการะฟ้าเทียนถัน

ไม่ไกลจากพระราชวังต้องห้าม(กู้กง)ไปทางทิศใต้ ภายในรั้วของสวนสาธารณะเทียนถัน คือที่ตั้งของสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าสะดุดตาที่สุด ด้วยหลังคากระเบื้องสีฟ้าเข้มที่กลมกลืนกับสีท้องฟ้าเบื้องบน  ในอดีต คือสถานที่ประกอบพระราชพิธีสักการะเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งฟ้า ของจักรพรรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและชิงมาหลายรัชสมัย

ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ออกแบบมา เพื่อรับใช้คติในการแสดงความเคารพต่อ ‘ฟ้า’ ของชาวจีน ซึ่งปัจจุบันนับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการเซ่นไหว้ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มโบราณสถานประเภทเดียวกันที่หลงเหลืออยู่ในกรุงปักกิ่งหอสักการะฟ้าเทียนถัน เดิมเรียก ‘หอสักการะฟ้าดิน’  แรกเริ่มเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิเสด็จมาเซ่นไหว้เทพเจ้าฟ้าและดิน มาในสมัยราชวงศ์หมิงปีที่ 9 แห่งรัชกาลหมิงเจียจิ้ง (ค.ศ.1530) ได้มีการสร้าง ‘หอสักการะดิน’ ขึ้นทางทิศเหนือชานกรุงปักกิ่ง สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่สำหรับเซ่นไหว้สักการะเฉพาะเทพเจ้าแห่งฟ้า แล้วเปลี่ยนมาใช้นาม เทียนถัน

ทั้งนี้ การประกอบพิธีสักการะ และสวดมนต์ภาวนาต่อสวรรค์ของกษัตริย์ราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644) และชิง(ค.ศ.1644-1911) กระทำขึ้นเพื่อขอความสิริมงคลแก่ตน ขอฟ้าขอฝนให้พืชผลในไร่นาอุดมสมบูรณ์ พสกนิกรอยู่ร่มเย็นเป็นสุข บนพื้นที่กว่า 2 ล้านตารางเมตรของเทียนถัน(ใหญ่กว่า พระราชวังต้องห้าม กู้กง 4 เท่า) ประกอบด้วยกำแพงโอบล้อม 2 ชั้น ซึ่งแบ่งเรียกเป็นเขตชั้นนอก คือ พื้นที่ในส่วนระหว่างกำแพงชั้นใน(ยาว 3,292 เมตร)กับชั้นนอก(ยาว 6,416 เมตร) และเขตชั้นใน คือ พื้นที่ใจกลางที่ล้อมรอบอยู่ด้านในของกำแพงชั้นใน และจากความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องของฟ้าและดินของชาวจีนที่ว่า ‘แผ่นฟ้าโค้ง ผืนดินเหลี่ยม’ และ‘ฟ้าสูง แผ่นดินต่ำ’ จึงได้มีการออกแบบก่อสร้าง‘เทียนถัน’ ให้กำแพงด้านทิศเหนือสูงกว่าตอนใต้ และมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม ส่วนตอนใต้จะเตี้ยกว่าและเป็นรูปเหลี่ยมมุมฉาก

สำหรับสิ่งปลูกสร้างต่างๆใน เทียนถัน ได้แบ่งออกเป็นแดนเหนือ และใต้เช่นเดียวกัน โดยในแดนเหนือ หรือส่วน ‘ฉีกู่ถัน’ ซึ่งกินเนื้อที่ทั้งสิ้น 72,340 ตร.ม.ประกอบด้วย ‘ฉีเหนียนเตี้ยน-ตำหนักสักการะ’ เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีสวดภาวนาต่อสวรรค์ขอให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ และแดนใต้ คือ ‘หยวนชิวถัน’ กินเนื้อที่ราว 446,600 ตร.ม. ซึ่งมี ‘หยวนชิว-วงแท่นสักการะ’ เป็นสถานที่สำหรับเซ่นไหว้สวรรค์ชั้นฟ้า ในช่วงฤดูหนาวของแต่ละปี และขอฟ้าขอฝนในช่วงฤดูร้อน

พระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา มรดกโลก

พระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา 

ประเทศ  ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร  อินเดีย

ประเภท  มรดกทางวัฒนธรรม

ประวัติการจดทะเบียน          2545 (คณะกรรมการสมัยที่ 26)

 

พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร บริเวณพุทธคยา ตั้งอยู่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา เดิมเป็นบริเวณหมู่บ้านอุรุเวลา ปัจจุบันเสียงเรียกเพี้ยนไปเป็น อุเรล อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ เมืองคยา ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เจดีย์พุทธคยา ปัจจุบันได้มีการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย และผู้ว่าการ รัฐพิหาร ได้มีการตั้งคณะกรรมการ ดูแลพุทธคยา และมีพระราชบัญญัติว่าด้วยวิหารพุทธคยาขึ้น รอบๆโพธิมณฑลของ พุทธคยานั้น ก็มีชาวพุทธชาติต่างๆ ไปสร้างวัดไว้ด้วย และ ต้นโพธิใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้ ปัจจุบัน เป็นต้นที่ ๔ (เป็นหน่อ จากต้นเดิม)

 

พระมหาโพธิเจดีย์นั้น มีประวัติอันยาวนาน สันนิษฐานว่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เป็นขนาดย่อม กว่าสมัยปัจจุบัน ต่อมาผ่านยุคสมัยของกษัตริย์ชาวพุทธมากมาย กษัตริย์ คฤหบดี เศรษฐีต่างก็คงจะสร้าง ต่อเติมจาก ขนาดเดิม จนใหญ่ขึ้น เช่น ราว พ.ศ. ๖๗๔ พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์มคธ เสด็จมานมัสการ และได้ทรงให้สร้าง เป็นศิลปะที่สวยงาม และสร้างต่อเติมจนใหญ่เป็นมหาสถูปของพระพุทธศาสนา เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียแบบพุทธ ที่งดงาม โดยรอบของพระเจดีย์ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ตามช่องเล็กช่องน้อยของพระมหาเจดีย์

 

ราวปี พ.ศ. ๒๑๓๓ นักบวชฮินดูรูปหนึ่ง ชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึง ที่พุทธคยา และเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็กๆใกล้ๆกับ พระมหาเจดีย์พุทธคยา และพออยู่ไปนานๆ ก็คล้ายๆกับเป็นเจ้าของที่ไปโดยปริยาย และพวก มหันต์นี้ ก็คือนักธุรกิจการค้าที่มาในรูปนักบวชฮินดูนั่นเอง กล่าวกันว่า เป็นพวกที่ติดอันดับ มหาเศรษฐี ๑ ใน ๕ ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบัน ก็มีการสืบทอดมาตั้งแต ่โคเสณฆมัณฑิคีร์ ตอนนี้เป็นองค์ที่ ๑๕ การที่พวกมหันต์ มาครอบครองพุทธคยานั้น ก็ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพียงใช้พื้นที่ เพื่อหาประโยชน์เท่านั้นเอง

 

ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ พระเจ้ามินดงมิน แห่งพม่า ได้ส่งคณะทูต มายังอินเดีย เพื่อขอบูรณะปฏิสังขรณ์พระวิหาร และ จัดการ บางประการ เพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับ ความยินยอม จากพวกมหันต์และรัฐบาลอินเดีย จึงได้เริ่มทำการ บูรณะ ทางรัฐบาลอินเดีย ได้ส่ง เซอร์ อเล๊กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ด.ร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณะ หลังจากนั้น คณะผู้แทน จากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ ทางรัฐบาลอินเดียจึง รับงานบูรณะทั้งหมดมาทำแทน และเสร็จ สมบูรณ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน

 

ในปีพ.ศ. ๒๔๓๔ ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวพุทธศรีลังกาเดินทางมายังพุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุโกเซน คุณรัตนะ ชาวญี่ปุ่น ได้พบเห็นสภาพของพุทธคยาแล้วถึงกับสลด เพราะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร พวกมหันต์ที่มายึดครอง พระวิหารพุทธคยา และพื้นที่ โดยรอบโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ได้สนใจดูแลพุทธคยา ท่านจึงตั้งปณิธาน ว่า จะทำให้พุทธคยา กลับคืนมาเป็นของชาวพุทธให้ได้ ปณิธานนี้มาสำเร็จในภายหลัง

 

พระมหาโพธิ์เจดีย์นั้นเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางของพุทธคยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเป็นที่ๆพุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลก ปรารถนาจะมานมัสการให้ได้ ยามเช้าของอินเดีย แสง อาทิตย์ส่องสาดมายังตัวองค์พระเจดีย์ บังเกิดแสงยอนตาระยิบระยับงดงาม และยังให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนิกชน ยิ่งนัก

 

ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ ๑๖๐ – ๑๗๐ ฟุต กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอก สูงประมาณ ๒๙ หรือกว่านั้น ตัวอาคาร ทำด้วยกระเบื้อง (อิฐ) สีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่างๆ บรรจุรูป ที่ทำด้วย ทองคำมากมาย ตัวตึกทั้ง ๔ ด้าน ประดับประดา ด้วยลวดลายอันมหัศจรรย์

 

ท่านได้บันทึกไว้อีกตอนหนึ่งว่า  ตัวอาคารล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและ หน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่างๆ ด้านขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกคล้ายๆห้อง ด้านซ้ายมีรูป พระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นรูปพระไมเตรยโพธิสัตว์ รูปเหล่านี้ ทำด้วยเงินขาว สูง ๖๐ ฟุต

 

ปัจจุบัน พระมหาโพธิ์เจดีย์ประดิษฐานทางทิศตะวันออกของต้น พระศรีมหาโพธิ์ มีแท่นวัชรอาสน์ อยู่ตรงกลางระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ กับพระมหาเจดีย์ ตัว องค์พระเจดีย์สูงตามรูปทรงกรวย สูงประมาณ ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐานได้ประมาณ ๘๕ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนอาคารรองรับ ๒ ชั้น มีเจดีย์บริวารทั้ง ๔ ด้าน

 

รอบบริเวณ มีเสาหินทรายที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศก มีรั้วล้อมไว้ อย่าง แข็งแรง ปรากฏร่องรอยการบูรณะสืบต่อกันมาหลายยุค โดยเฉพาะ สมัย พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาส วัดไทยพุทธคยา ได้นำศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย บูรณะเสาหินล้อมรอบพระเจดีย์ และ ห้องปฏิบัติสมาธิ ชั้นบนของพระเจดีย์ โดยมีพระราชโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นแม่กองงาน พร้อมทั้งติดโคมไฟที่สาดส่องแสงได้สูงถึงยอด