มหัศจรรย์เกาะเชจู แห่งเกาหลีใต้

เกาะเซจู เป็นเกาะแห่งเดียวกับที่แดจังกึมแพทย์หญิงเพียงคนเดียวของเกาหลีเคยถูกจำคุกที่นี่ภายหลังเฮนริกฮาเมลพนักงานของบริษัทอินเดียตะวันออก ชาวดัตช์ได้ถูกพายุพัดมาเกยที่เกาะนี้ เกาะเชจูหรือเชจูโด ในภาษาเกาหลีถือว่าเป็น เกาะแห่งองค์สาม กล่าวคือ หิน ลม และผู้หญิง เกาะหินรูปร่างลักษณะแปลก ๆ มีให้เห็นทั่วไป ทั้งริมฝั่งทะเล และบนภูเขา หินรูปหัวมังกร หรือ ยงทูอัม  นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเชจู เชจูโด หรือเกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางใต้ของโซลเป็นหนึ่งในจังหวัดทั้ง9ประเทศเกาหลี ซึ่งเราได้เห็นบรรยากาศสวย ๆ กันบ่อย ๆ จากซีรีย์เกาหลีต่าง ๆหากคุณเดินทางโดยเครื่องบินจากโซลจะใช้เวลาเพียง 1ชั่วโมง ทั้งยังมีเที่ยวบินตรงจาก โอซากา นาโงย่า ฟูกูโอกะ เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง มายัง เชจู อีกด้วยหรือคุณจะเดินทางมาจาก พูซาน วานโด อินชน ยอซู หรือ มกโพ โดยเรือเฟอร์รี่ก็ได้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่แยกออกไปจากแผ่นดินใหญ่ และมีบรรยากาศโรแมนติคแบบประเทศในเขตร้อน โดยมีสี่ฤดูและอากาศอบอุ่นสบาย อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปีและในฤดูร้อนอุณหภูมิโดยเฉลี่ยคือ 22-26 องศาเซลเซียส คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานและนักท่องเที่ยวจึงนิยมไปเที่ยวที่เกาะแห่งนี้   เกาะเชจูและถ้ำลาวา คือหนึ่งในแหล่งมรดกโลกของประเทศเกาหลีใต้ เป็นเกาะภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก และห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเกาหลี 130 กิโลเมตร ตัวเกาะมีพื้นที่ 1,846 ตร. กม. เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีภูเขาที่สูงที่สุด (1,950 เมตร) และเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของเกาหลีใต้

สถานที่เที่ยวเกาะเชจู1ใน 9จังหวัด ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็น เกาะแห่งความฝัน เกาะที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี มีอากาศที่น่าสบายแบบใกล้เขตร้อน มีชายฝั่งทะเลที่สวยงามโดยรอบ ยาวถึง 256 กม. ทิวทัศน์อันงดงามตามธรรมชาติ ภูเขาฮัลลาซาน ซึ่งเป็นภูเขาไฟ ที่ดับแล้ว มีความสูงถึง 1950 เมตร อยู่ตรงกลางเกาะ ความสวยงามและโรแมนติด บรรยากาศในฤดูต่าง ๆที่แตกต่างกัน จึงเป็นแหล่งพักผ่อนและฮันนีมูน สำหรับชาวเกาหลี

5 แหล่งมรดกโลกในไทย มีที่ไหนบ้าง

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้มีการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเชิดชูคุณค่าของแหล่งมรดกโลก ซึ่งมีทั้งธรรมชาติสร้างขึ้น และ ที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้น เพื่อปกป้องรักษาให้ดำรงคงอยู่เป็นมรดกแห่งมวลมนุษยชาติต่อไป

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2530 และเคยได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการมรดกโลกมาแล้ว 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกระหว่างปี 2532 – 2538  ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 2540 – 2546  และครั้งล่าสุดระหว่างปี  2552 – 2556 ขณะที่ประเทศไทย มีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วถึง 5 แห่งด้วยกัน ทั้งแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ

1. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ซึ่งมีความรุ่งเรืองในอดีตช่วงใกล้เคียงกันอาณาจักรสุโขทัยถือเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย เป็นศูนย์กลางความเจริญในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 เมื่อปี พ.ศ. 2534 ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย โดยมีคุณสมบัติ คือ เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์ และ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

2. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ราชธานีเก่าแก่ของไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองยาวนานถึง 417 ปี แม้ว่าภายหลังจะถูกทำลายลงจากภัยสงคราม แต่ยังคงเหลือโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง และ ความมีอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษของชาวกรุงศรีอยุธยา

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูซิเนีย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 โดยมีคุณสมบัติ คือ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

3. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของผู้คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ย้อนหลังไปกว่า 4,300 ปี ซึ่งมีวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการแล้วในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะภูมิปัญญาในการดำรงชีวิต

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงนั้น ครอบคลุมถึงแหล่งโบราณคดีในภาคตะวัน-ออกเฉียงเหนืออีกกว่าร้อยแห่ง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัยหนาแน่นมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน องค์การยูเนสโก จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2535 จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีคุณสมบัติ คือ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

4. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ผืนป่าอันยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร หรือ กว่า 3,800,000 ไร่ อยู่ภายในเขต จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดตาก และ จังหวัดกาญจนบุรี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี พ.ศ. 2534 และเป็นสถานที่ธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียออกเฉียงใต้ที่ได้เป็นมรดกโลก โดยมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ คือ เป็นตัวอย่างที่เด่นชัด ในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทางธรณีวิทยา หรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ และ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือ ที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัดคือ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ มีพื้นที่ป่ารวมกันเกือบ 4,00,000 ไร่ หรือ ประมาณ 6,200 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่”จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 29 เมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีคุณสมบัติ ในข้อที่ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

ปราสาทวัดพู

ปราสาทวัดพู หลายๆคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง ปราสาทวัดพูเป็นอีกสถานที ที่ได้รับให้เป็นมรดกโลก และประวิตินั้นจะเป็นยังไงมาดูกันเลยค่ะ

พระเจ้าชัยวรมันได้สร้างปราสาทวัดพู จำปาสัก พ.ศ. 893-943 เพื่อถวายพระศิวะ ปราสาทวัดพูในศิลาจารึกเรียกว่า “ลึงคปรวตา” ภูเขาอันเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ตามพงศาวดารของส่วยกล่าวว่า “อยู่ใกล้นครหลวง มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ลิงกิยโปโป (ลิงกภาวตา) ที่ยอดภูเขามีปราสาทหลังหนึ่ง มีทหารหนึ่งพันคนรักษาประจำอยู่ ปราสาทหลังนี้ สร้างให้แก่เทพเจ้าองค์หนึ่งโดยมีการฆ่าคนเป็นเครื่องบูชายันต์ทุกๆ ปี พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จไปในปราสาททำพิธีบูชายันต์ด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน

ปราสาทวัดพู หรือวัดภู อยู่ห่างจากปากเซไปตามถนนหมายเลข 13 ลงทางใต้ประมาณ 45 กิโลเมตร (ต้องนั่งแพข้ามกลับไปฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพราะช่วงนี้ไม่มีสะพาน ค่าธรรมเนียม100 บาท หรือ 250,000 กีบ/คัน)  เดินทางผ่านเมืองเก่า จำปาสัก ไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงปราสาทวัดพู เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู-พรามหณ์ ที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 10 (เคยเป็นวัดด้วย ดังนั้น จึงมีงานประเพณีนมัสการวัดพูทุกๆ ปี ประมาณวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งจะตรงกับงานนมัสการพระธาตุพนมพอดี)

ลักษณะของปราสาทวัดพู จะสร้างอยู่เชิงเขาลิงบรรพต ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู-พรามหณ์ ที่ว่าเทพศิวะจะต้องประทับอยู่บนเขาพระสุเมรุ

ชั้นนอกสุด เป็นบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่ 3 สระ เมื่อใครจะมานมัสการพระศิวะต้องผ่านก่อน ซึ่งบารายนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับทะเลสีทันดอนที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุก็ได้ ในปัจจุบัน คงเหลือให้เห็นอยู่ 2 สระเท่านั้น

ศาลา เดิมเป็นโคปุระรูปสี่เหลี่ยมโล่ง ไม่มีประตู สร้างใกล้กับบาราย สันนิษฐานว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมานมัสการพระศิวะ จะต้องเข้ามาโดยใช้เรือ แล้วมาขึ้นที่อาคารนี้ ในปัจจุบัน ถูกรื้อลงมาแล้วสร้างอารสมัยใหม่ขึ้นทับของเดิม เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตลาว ที่ทรงพระราชดำเนินมานมัสการวัดพูเมื่อ พ.ศ. 2508

โรงท้าว โรงนาง หรือหอเปลื้อง เป็นอาคารลักษณะเหมือนตัวยู โดยมีทางเข้าด้านหลัง 1 ด้าน และทางออก 2 ด้านทางหน้า มีอาคารอีกหลังสร้างบังด้านหน้าเป็นรูปตัวไอ โดยมีทางเข้า เข้าด้านหน้า 1 ด้าน และทงออก 2 ด้าน ทางหลังทางออกจะตรงกันกับอาคารด้านหลังรูปตัวยูพอดี อาคารทั้งสองจะเหมือนกัน

เทวสถาน อาคารของเทวสถานนั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางเข้าสามประตูด้านหน้า และอีกสองประตูด้านข้างซ้ายและขวา สองข้างอาคารเทวสถานซึ่งตามแผนผังจริงๆ จะเป็นหอคัมภีร์หรือห้องสมุด แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 1 หลังซึ่งอู่ทางด้านซ้ายมือ ซึ่งในครั้งนี้ บริเวณปราสาทวัดพูนี้ เป็นวัดในพุทธศาสนานั้น ทางวัดได้รื้อหอพระคัมภีร์ทางด้านขวาลง และสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่

อาคารเทวสถานนี้ มีลวดลายของทับหลังที่สวยงาม และเด่นชัดทุกด้าน โดยที่ยังคงสวยงามมากแห่งหนึ่งในแถบนี้ ภายในอาคาร ได้มีการสร้างพระพุทธรูปไว้เคารพสัการะเมื่อครั้งยังเป็นวัด

นอกจากจะพบกับระเบียงคตด้านหลังที่เป็นรูปตัวยู ยังมีโบราณวัตถุให้ชม ประกอบด้วย

- บ่อน้ำเที่ยง หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีน้ำตลอดทั้งปี ในสมัยก่อนจะต่อท่อเอาน้ำนี้มาใช้รดบนศิวลึงค์

- หินสกัดรูปจระเข้ เกี่ยวข้องกับการบูชายันต์

- รูปตรีมูรติ ซึ่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู-พรามหณ์ ที่แบ่งแยกให้เห็นว่า ในศิวลึงค์นั้นประกอบไปด้วยเทพ 3 องค์นี้ คือ พระพรหมผู้สร้าง พระนารายณ์ผู้รักษา และพระศิวะผู้ทำลาย

ปรัมบานัน

กลุ่มวัดพรัมบานัน นั้นอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย พื้นที่บริเวณนี้สร้างขึ้นใคริสนศตวรรษที่ ๑๐ (พุทธศตวรรษที่ ๑๕) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดเพื่อบูชาพระศิวะในอินโดนิเซีย เหนือขึ้นไปจากศูนย์กลางของพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัส คือ โบสถ์ ๓ หลังมีภาพแกะสลักเล่าเรื่องรามเกียรติ์ เพื่ออุทิศถวายแด่เทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์ของฮินดู (พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม) และสัตว์เทพพาหนะ

จันดีปรัมบานัน (อินโดนีเซีย: Candi Prambanan) หรือ จันดีราราจงกรัง (อินโดนีเซีย: Candi Rara Jonggrang) คือเทวสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในเขตชวากลาง ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตาไปทางตะวันออกประมาณ 18 กิโลเมตร ตัววัดนั้นสร้างขื้นเมื่อราวปี พ.ศ. 1390 แต่หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน ตัววัดก็ถูกทอดทิ้งและถูกปล่อยให้ทรุดโทรมตามกาลเวลา จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) จึงได้มีการเริ่มบูรณะวัดขึ้นมา การบูรณะของสิ่งก่อสร้างหลักสิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)

ในปัจจุบัน พรัมบานันถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกและนับได้ว่าเป็นหนึ่งในศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ตัววัดโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและความใหญ่โตของปรางค์ซึ่งมีความสูงถึง 47 เมตร

มรดกโลก

ปราสาทหินพรัมบานันได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวัดปรัมบานัน” เมื่อปี พ.ศ. 2534 ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

- เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์

- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซ่า

ที่ตั้งและภูมิประเทศ

เมืองปิซ่า

ประเทศอิตาลีเมืองปิซ่า ตั้งอยู่บนชายฝั่ง ไทร์เรเนียน (Tyrrhenian ) และ แม่น้ำอาร์โน (Arno River) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นตอสกานา ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมือง ฟีเรนเซ (ฟลอเรนซ์) ประมาณ 100กิโลเมตร และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เซียนนาปรมาณ 130 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเป็นมหาอำนาจทางการเดินเรือ ก่อนที่จะตกเป็นของ เมืองฟลอเรนซ์ และ เจโน (Florence and Genoa) อีกด้วย ปัจจุบันแม้ ปิซาจะกลายเป็น มหาวิทยาลัยที่ หลายคนอยากจะเข้ามาศึกษาเมืองนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีชื่อเสียงนั้นคือ

The Piazza del Duomo in pisa

กัมโป เดย์ มีราโกลี (Campo dei Miracoli) หรือ ที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อ จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา คือบริเวณที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ใจกลางเมืองปิซา แคว้นทัสเคนี ประเทศอิตาลี ส่วนคำว่า “กัมโป เดย์ มีราโกลี” นั้นแปลว่า “จัตุรัสอัศจรรย์”

เปียซ่า เดล ดูโอโม (Piazza del Duomo) ซึ่งเป็นจัตุรัสที่ได้รับการขนานนาม ว่า “Campo dei Miracoli” หรือ ” ทุ่งมหัศจรรย์ ” เพราะเป็นที่ตั้งของหอคอยที่โด่งดัง และ โบสถ์สำคัญ ๆ ที่สง่างามหลายแห่ง ดูโอโม (Duomo) เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ สถาปัตยกรรมสไตล์ โรมันเนสค์ (Romanesque) ซึ่งผสมผสานด้วยศิลปะแบบอิสลาม โกธิค และ โรมัน มี อายุตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 5 – คริสตศตวรรษที่ 16

ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก 4 อย่าง ได้แก่

หอเอนเมืองปิซา

ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม ประเทศอิตาลี เป็น หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร

การสร้าง Bonanno Pisano

เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 โดย โบนันโน ปิซาโน (Bonanno Pisano)ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ทำให้หอระฆังแห่งนี้เริ่มเอียงไปในทิศตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่การก่อสร้างทำไปได้ถึงเพียงชั้นที่ 3 ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก พอสร้างเสร็จฐานก็ทรุดลงไปข้างหนึ่ง ทำให้เอียงออกไปจากเส้นดิ่ง 4 เมตร แต่ที่ไม่ล้มลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้

หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา ตลอดระยะเวลาตั้งแต่การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ หอเอนแห่งเมืองปิซ่ามีระยะความเอียงเพิ่มขึ้นทุกๆปีจนเกิดความวิตกกันว่าหอระฆังแห่งนี้จะถล่มลงมาในวันใดวันหนึ่ง ดังนั้นในปี ค.ศ. 1964 รัฐบาลอิตาลีจึงได้เริ่มการศึกษาวิธีการในการคงสภาพของหอเอนแห่งเมืองปิซ่ามิให้เอนไปมากกว่านี้ บรรดานักคณิตยศาสตร์ วิศวกร และนักประวัติศาสตร์จากหลากหลายประเทศถูกเชิญให้เขามามีส่วนร่วมในการระดมสมองในครั้งนี้ หลังจากใช้เวลากับการศึกษาวีธีการกว่า 20 ปี โครงการบูรณะหอเอนแห่งเมืองปิซ่า โดยการตัวอาคารถูกขึงและดึงโดยสาเคเบิลจนตัวอาคารเริ่มขยับเป็นระยะกว่า 45 เซนติเมตร อันเป็นตำแหน่งในปีค.ศ.1838 และได้เปิดให้สาธารณชเข้าชมหอระฆังแห่งนี้ได้อีกครั้งในปี ค.ศ.2001 จากการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจนล่วงมาถึงปี ค.ศ.2008 หอเอนแห่งเมืองปิซ่าก็ได้รับการประกาศว่าหอคอยแห่งนี้ไม่มีการเคลื่อนที่อีกเลยตั้งแต่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โครงการเสริมความมั่นคงของหอเอนนี้ ใช้งบประมาณ 26 ล้านยูโร คาดว่าจะช่วยให้ความมั่นคงได้ถึง 200 ปี โครงการนี้ดำเนินงานมามากกว่า 10 ปี ซึ่งรวมถึงการขุดดินทางด้านทิศเหนือ ออกประมาณ 70 ตัน การขุดดินออกนี้ ช่วยให้หอคอยปรับตั้งตรงขึ้นได้ด้วยตัวเอง

 

นครลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool)

มรดกโลก

นครลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool) เป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครและเป็นเมืองเมโทรโพลิตันของเมอร์ซีย์ไซด์ในภาคการปกครองตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ลิเวอร์พูลตั้งอยู่ทางตะวันออกของปากน้ำเมอร์ซีย์ (Mersey Estuary) ลิเวอร์พูลก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1207 และได้รับฐานะเป็น “นคร” ในปี ค.ศ. 1880

จากการสำรวจสำมโนประขากรใน ค.ศ. 2006 ลิเวอร์พูลมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,500 คน โดยมีความหนาแน่นเป็นจำนวน 5,001 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร เมื่อรวมประชากรในปริมณฑลแล้วก็เป็น 816,216 คน

ในทางประวัติศาสตร์ของมณฑลเดิมลิเวอร์พูลเป็นส่วนหนึ่งของแลงคาสเชอร์ ความรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลมาจากการเป็นเมืองท่าสำคัญ ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 18 การติดต่อค้าขายกับแคริบเบียน, ไอร์แลนด์ และแผ่นดินใหญ่ยุโรป และความสะดวกในการติดต่อค้าขายกับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Slave Trade) ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น ภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 40% ของการค้าขายในโลกต้องผ่านเมืองท่าลิเวอร์พูลซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็น เมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของอังกฤษ

ผู้ที่มาจากลิเวอร์พูลมักจะเรียกกันว่า “ลิเวอร์พัดเลียน” (Liverpudlians) หรือ “สเกาส์” (Scouse) ที่มาจากอาหารท้องถิ่นชื่อเดียวกันที่เป็นสตู นอกจากนั้นคำว่า “สเกาส์” ยังใช้เรียกสำเนียงท้องถิ่น การที่เป็นเมืองท่าทำให้ประชากรของลิเวอร์พูลมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ที่มาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากไอร์แลนด์

ความเป็นที่นิยมของเดอะบีทเทิลส์และ กลุ่มนักร้องอื่นๆ ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในปี ค.ศ. 2007 ลิเวอร์พูลฉลองครบรอบ 800 ปีที่ก่อตั้งมาและในปี ค.ศ. 2008 ลิเวอร์พูลก็ได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปพร้อมกับเมืองสตราวันเจอร์ ในนอร์เวย์

ในปี ค.ศ. 2004 บริเวณหลายบริเวณในตัวเมืองได้รับฐานะเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกที่เรียกว่าเมืองการค้าทางทะเลลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ที่ประกอบด้วยบริเวณที่แยกกันหกบริเวณในตัวเมืองที่รวมทั้ง เพียร์เฮด (Pier Head) , ท่าอัลเบิร์ตและถนนวิลเลียม บราวน์ และสถานที่ที่น่าสนใจของตัวเมือง

 

โคลอสเซียม

มรดกโลกโคลอสเซียม (อังกฤษ: Colosseum หรือ Flavian Amphitheatre; อิตาลี: Colosseo – โคลอสโซ)

เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็น รูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)

สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลมซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้มีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม

ใต้อัฒจรรย์โคลอสเซียม (Colosseum) และใต้ดินโคลอสเซียม (Colosseum) มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกัน มากทปีๆธิหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) แห่งนี้ จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลง โคลอสเซียม (Colosseum) ก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

เว้ Hue มรดกโลก

เว้ (เวียดนาม: Hu?; จื๋อโนม: ?) เป็นเมืองเอกของจังหวัดถัวเทียน-เว้ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหงียนช่วงปี พ.ศ. 2345-2488 มีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง จำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 340,000 คน

สถานที่ท่องเที่ยว

ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำคือที่ตั้งของพระราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของย่านประวัติศาสตร์ โบราณสถานและวัดสำคัญส่วนใหญ่ในเมืองเว้จะตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำจะเป็นเมืองใหม่ ซึ่งมีย่านธุรกิจและที่พักอาศัยมากมาย

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเว้ส่วนใหญ่จะเป็นป้อมปราการ พระราชวังหลวง และสุสานจักรพรรดิหมู่โบราณสถานในเมืองเว้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2536

เว้เป็นเมืองที่เงียบสงบและน่าค้นหา มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเกิดที่เมืองนี้ หรือได้เคยมาเยือนเมืองนี้ ปัจจุบันเว้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของ เวียดนาม

ประวัติศาสตร์

แรกเริ่มนั้นเว้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน ซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียดนามตอนใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-19

เว้มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศจนถึงปี พ.ศ. 2488 เมื่อจักรพรรดิเบาได๋แห่งเวียดนามทรงสละราชสมบัติ และมีการก่อตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นที่ฮานอย ทางตอนเหนือของเวียดนาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 จักรพรรดิบ๋าวด่ายทรงได้รับการช่วยเหลือจากชาวฝรั่งเศสในอาณานิคม และทรงก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ คือ ไซ่ง่อน ทางใต้ของประเทศ

ในช่วงสงครามเวียดนาม เว้อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับอาณาเขตระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยเว้อยู่ในอาณาเขตของเวียดนามใต้ ในปี พ.ศ. 2511 ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโบราณสถานหลายแห่งที่ระดมยิงและถูกระเบิดจากกองทัพอเมริกัน แม้หลังสงครามสงบลงแล้ว เหล่าโบราณสถานก็ยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้นำคอมมิวนิสต์และชาวเวียดนามบางส่วนมองว่าเป็น สัญลักษณ์ของระบอบศักดินาในอดีต แต่หลังจากที่แนวคิดทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ก็เริ่มมีการบูรณะโบราณสถานบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน

มรดกโลก

เมืองเว้ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 เมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

 

พระราชวังเชินบรุนน์มรดกโลกโดยยูเนสโก

ประเทศ  กรุงเวียนน ออสเตรีย

ประเภท  มรดกทางวัฒนธรรม

เกณฑ์พิจารณา       (i) (iv)

ประวัติการจดทะเบียนจดทะเบียน2539 (คณะกรรมการสมัยที่ 20)

พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace) ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในอดีตเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึง พ.ศ. 2461 ออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer von Erlach และ Nicolaus Pacassi เป็นสถานที่รวบรวมผลงานทางศิลปะการตกแต่งชั้นเยี่ยมจำนวนมาก ภายในอุทยานเคยเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลกเมื่อ พ.ศ. 2295 ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ประวัติศาสตร์

สมเด็จพระจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 2 เป็นผู้ต้นคิดเรื่องพระราชวังในปี ค.ศ. 1569 สมเด็จพระจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินที่น้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำเวน ตั้งอยู่ระหว่างเขตเมดลิงกับเขตไฮต์ซิง ที่ซึ่งเดิมประชาชนใช้ทำมาหากินและในปี ค.ศ. 1548 ได้มีการสร้างพระที่นั่งที่มีชื่อว่า แคตเตอร์เบิร์ก ซึ่งชื่อพระราชวังเชินบุรนน์ (Schönbrunn) แปลว่าน้ำพุอันสวยงาม ซึ่งชื่อนี้มาจากบ่อน้ำบาดาลที่พุดขึ้นมาบริเวณนั้น และพระจักรพรรดิได้ทอดพระเนตรเห็นเข้าในครั้งแรกที่เสด็จมาดูบริเวณนั้นจึงตั้งชื่อพระราชวังตามบ่อน้ำบาดาล นอกจากนี้พระนางมารี อองตัวเนต พระราชินีแห่งฝรั่งเศส ก็ยังเคยใช้พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ในพระราชวังแห่งนี้อีกด้วย รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ก็เคยมาประทับพักอยู่ ณ พระราชวังแห่งนี้กับพระราชโอรสของพระองค์ แต่เดิมด้านหลังของพระราชวังจะเป็นป่าใช้สำหรับล่าสัตว์แต่ภายหลังได้มีการจัดทำสวนดอกไม้ขึ้นมาอย่างสวยงาม ต่อมาพระนางเอเลนอร์ กอนซากา ผู้ที่ชื่นชอบการล่าสัตว์เป็นอย่างมากไดเพิ่มเติมพระรางวังเข้ากับพระที่นั่งแคตเตอร์เบิร์กในภายหลัง และในปี ค.ศ. 1638 ตุรกีได้บุกรุกออสเตรียและพระราชวังก็ถูกทำลายแต่ก็ไม่ได้มีการฟื้นฟูหรือบูรณะอีกเลย

เทือกเขาชิระคะมิ

เทือกเขาชิระคะมิ (ญี่ปุ่น: 白神山地 ชิระคะมิซันจิ ?) อังกฤษ: Shirakami-sanchi) เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ตามแนวแบ่งเขตจังหวัดอากิตะและจังหวัดอาโอโมริ บริเวณเทือกเขามีพื้นที่ประมาณ 1,300 ตารางกิโลเมตร มียอดเขาที่สูงกว่า 1,000 เมตรเป็นจำนวนมาก ยอดที่สูงที่สุดคือ ยอดเขามุคะอิชิระคะมิ มีความสูง 1,243 เมตร รอบๆเทือกเขามีคนอาศัยอยู่มาเป็นเวลาช้านานแล้ว และมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับผืนป่าบีชที่พวกเขาถือว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ ในปี พ.ศ. 2525(ค.ศ. 1982) มีการวางแผนก่อสร้างถนนบริเวณเทือกเขา แต่เนื่องจากตามแผนนี้จะต้องตัดถนนผ่านใจกลางของเทือกเขา ทำให้ถูกคัดค้านจากกลุ่มผู้อนุรักษ์ธรรมชาติ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2526(ค.ศ. 1983) ได้มีการค้นพบนกหัวขวานดำสายพันธุ์หายากในป่าบีช และได้ยกสถานะให้เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติ งานด้านการอนุรักษ์จึงมีความสำคัญมากขึ้น และแผนการก่อสร้างถนนก็ถูกยกเลิกไปในที่สุดในปี พ.ศ. 2532(ค.ศ. 1989)

มรดกโลก

เทือกเขาชิระคะมิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 พร้อมกับเกาะยะกุ ปราสาทฮิเมจิ และวัดโฮริว เมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้

- เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา